|
สาหร่าย (โนริ) ดีต่อสุขภาพ
ส่วนประกอบสำคัญของสาหร่าย คุณค่าทางโภชนาการ (ต่อ 100
กรัม)
- แคลอรี่
- แคลอรี่จากไขมัน
- ไขมันรวม
- คลอเรสเตอรอล
- โซเดียม
- คาร์โบไฮเดรท
- เส้นใยอาหาร
- โปรตีน
- วิตามินเอ
- วิตามินซี
- แคลเซียม
- เหล็ก
|
356 แคลลอรี่
18 แคลอรี่
2.0 กรัม
22 มิลลิกรัม
130 มิลลิกรัม
43.6 กรัม
29.1 กรัม
40.9 กรัม
24,000 ไมโครกรัม
95 มิลลิกรัม
410 มิลลิกรัม
12.7 มิลลิกรัม |
เปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายกับอาหารชนิดอื่นๆ
- สาหร่ายที่มาจากทะเลมีคุณค่าคล้ายกับถั่วเหลืองเพราะประกอบด้วยโปรตีนกว่า
40%
| |
|
สาหร่าย
40.9 กรัม
ถั่ว
35.3 กรัม
|
- สาหร่ายประกอบไปด้วยวิตามินจำนวนมากมาย โดยที่สาหร่ายจะมีลักษณะคล้ายแผ่นสีดำๆ
แต่ประกอบไปด้วย เส้นใยอาหาร วิตามินและแร่ธาตุ
|
วิตามินเอ มีมากกว่าผักขม 4 เท่า ในอัตราส่วน 100
กรัม
|
| |
|
สาหร่าย
24,000 ไมโครกรัม
ผักขม
5,200 ไมโครกรัม
|
| |
|
วิตามินซี มีจำนวนเท่ากับมะนาว ในอัตราส่วน 100
กรัม
|
| |
|
สาหร่าย
90 มิลลิกรัม
มะนาว
90 มิลลิกรัม
|
| |
|
แคลเซียม มีมากกว่านม 4 เท่า ในอัตราส่วน 100 กรัม
|
| |
|
สาหร่าย
410 มิลลิกรัม
มะนาว
100 มิลลิกรัม
|
| |
|
ธาตุเหล็ก มีมากกว่าตับวัว 3 เท่า ในอัตราส่วน 100
กรัม
|
| |
|
สาหร่าย
12.9 มิลลิกรัม
มะนาว
4 มิลลิกรัม
|
ส่วนประกอบที่สำคัญของสาหร่ายจะช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่
- สาหร่ายประกอบไปด้วยเส้นใยอาหาร (dietary fiber-PORPHYRAN)
โอลิโกซัคคาไรด์ (ORIGO SACCHARIDE) ที่สามารถช่วยลดความดันโลหิตและควบคุมคลอเรสเตอรอล
- สาหร่ายทะเลประกอบด้วยทัวรีน (TAURINE) ซึ่งมีผลต่อการลดคลอเรสเตอรอลในเลือด
| |
|
สาหร่าย
1.2 เปอร์เซ็นต์
Octopus
0.52 เปอร์เซ็นต์
Cuttlefish
0.35 เปอร์เซ็นต์
|
วิธีรับประทานสาหร่าย
ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักชอบสาหร่าย วิธีการกินสาหร่ายคือ
- ม้วนกับข้าว
- กินเล่นเป็นแผ่นๆ
- โรยบนพาสต้าหรือโซบะและกินกับสลัด
วิธีเหล่านี้คือสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นสนุกสนาานกับการกินสาหร่าย
วิธีการกินสาหร่ายที่คนนิยมมากที่สุด คือการกินสาหร่ายกับ องนิกิลิ (ONIGIRI
/ ข้าวปั้น) และมากิซูชิ (MAKIZUSHI)
สาหร่าย (โนริ) คืออะไร
สาหร่าย
ซึ่งมีลักษณะเหมือนกระดาษแผ่นดำๆเป็นที่สงสัยของชาวอเมริกันว่า
สาหร่ายสามารถนำไปรับประทานได้หรือไม่ ตั้งแต่เมื่อซูชิเริ่มได้รับความ นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย
จึงทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เข้าใจว่าสาหร่ายคืออะไร แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับสาหร่ายก็ยังมีไม่มากนัก
ดังนั้นจึงได้ รวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสาหร่ายให้ชาว USA ทราบดังนี้
การผลิต
สปอร์ของสาหร่ายที่ได้เตรียมไว้บนตาข่ายจะถูกปล่อยให้ลอยอยู่ในน้ำทะเลที่สะอาด
ในช่วงต่อระหว่างฤดูใบใบไม้ร่วงและฤดูร้อนสปอร์จะเติบโตอย่างรวด เร็วโดยฮาศัยอาหารในน้ำทะเลและแสงแดด
เติบโตจนกลายเป็นสายของสาหร่ายจำนวนมาก และจะถูกตัดออกจากตาข่าย นำมาทำความสะอาดพร้อม
กับบดให้เละ จากนั้นจึงนำเข้าเครื่องจักรเพื่อทำให้เป็นแผ่นยาวๆ แผ่นสาหร่ายนี้จะถูกนำไปย่างหรือแบ่งเกรด
มีการตรวจจับสิ่งแปลกปลอมอื่นๆที่ปะปน โดยใช้เครื่องจักรพิเศษและนำมาบรรจุต่อไป
คุณภาพ
สาหร่ายที่คุณภาพดี จะมีลักษณะเงา สีดำเขียวเข้ม และมีกลิ่นหอม
ซึ่งจะมีความนุ่มและละลายเมื่อนำเข้าไปในปาก ในทางตรงกันข้าม สาหร่ายที่มีคุณ
ภาพต่ำ จะมีสีเขียวอ่อนหรือเหลือง มีความเงาและมีกลิ่นน้อย รวมทั้งมีความหยาบกระด้างเมื่อรับประทาน
คุณภาพที่มีความหลากหลายมีการแบ่งถึง 12 เกรด จากราคาต่ำสุดที่ประมาณ US$
0.10 ต่อแผ่น (4.5 บาท) ถึง US$ 12 ต่อแผ่น (540 บาท)ในญี่ปุ่น สาหร่ายที่มีคุณภาพดี
(เกรดสูง) จะนำมาบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและมอบเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษ
ประวัติ
ย้อนไป 1,300 ปี การผลิตและการบริโภคสาหร่ายจะอยู่ในรูปของแผ่นแห้งหรือย่าง
ในการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายถูกบันทึกเป็นครั้งแรกในหนังสือกฎ หมายเล่มแรกของญี่ปุ่น
เมื่อ 701 A.D. "Tariho Ritsuryo" ซึ่งจัดอยู่ในสินค้าเกษตรกรรรมที่ต้องเสียภาษี
เป็นเวลา 100 ปี มาแล้วที่สาหร่ายจะถูกเก็บเกี่ยวโดยธรรมชาติจากทะเล จนกระทั่งความต้องการมีมากขึ้น
เกษตรกรจึงเริ่มหาวิธีที่จะปลูกสาหร่ายขึ้น ในขณะที่ประเทศเกาหลีเริ่มทำฟาร์มสาหร่าย
และญี่ปุ่นก็ให้ความรู้ในการทำฟาร์มสาหร่ายเผยแพร่ไปยังประเทศจีน ปัจจุบันนี้สาหร่ายจากเกาหลี
จีน และญี่ปุ่นได้ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและในอเมริกาก็ยังทำฟาร์มสาหร่ายเองด้วย
เพื่อให้เพียงพอต่อความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการบริโภคสาหร่ายเป็นอาหาร สุขภาพ
สารอาหาร
สารอาหารที่มีในปริมาณสูง ที่มักพบในสาหร่าย ได้แก่
โปรตีน แคลเซียม เหล็ก เส้นใยอาหาร โพแทสเซียม แมงกานีส ฟอสฟอรัส ไอโอดีน
วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี วิตามินดี และวิตามินอี สาหร่ายยังมีทัวริน
ซึ่งมีเอกสารสนับสนุนว่าช่วยลดคอลเรสเตอรอลในเลือด และไม่มีไขมัน มีการศึกษาวิจัยที่พบว่า
สาหร่ายสามารถรักษาแผลและมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ เป็นเพราะสาหร่ายมีสารอาหารที่มากมายและมีรสชาติดี
จึงมักถูกเรียกว่า พืชผักจากทะเล
การใช้ประโยชน์
อาหารมื้อกลางวันง่ายๆสำหรับชาวญี่ปุ่น คือ ข้าวห่อสาหร่าย
ซึ่งมี Plum อยู่ตรงกลางหรือเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า องนิกิลิ (ONIGIRI) สำหรับอาหารเช้า
จะตักข้าวแต่พอคำด้วยตะเกียบจากหม้อและห่อด้วยสาหร่ายปรุงรสชิ้นเล็กๆ ขนาด
1-1/2 X 2-1/2 นิ้ว และใช้สาหร่ายโรยซุปโซบะ ก๋วยเตี๋ยว และอื่นๆ
สาหร่ายคือผักจากทะเลและมีคุณต่าต่อสุขภาพ
สาหร่าย ประกอบด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามิน
เกลือแร่ แคลเซียม และธาตุเหล็ก คุณรู้หรือไม่ว่าสาหร่ายทะเล 3 ชิ้นมีปริมาณ
โปรตีน เท่ากับไข่ 1 ฟอง โปรตีนนี้เป็นโปรตีนจากธรรมชาติ และทำหน้าที่ลดคลอเรสเตอรอล
และ arteriosclerosis สาหร่ายมีรสชาติที่ดีและเป็นอาหารสุขภาพที่ได้จากธรรมชาติ
|
ส่วนประกอบ
|
Toasted nori (กรัม)
|
Seasoned nori (กรัม)
|
|
ต่อชิ้น
|
3.2
|
3.6
|
|
น้ำ
|
0.2
|
0.2
|
|
โปรตีน
|
1.3
|
1.3
|
|
ไขมัน
|
0.1
|
0.1
|
|
คาร์โบไฮเดรท
|
1.3
|
1.3
|
|
ไฟเบอร์
|
0.1
|
0.1
|
|
แคลเซียม
|
13
|
7
|
|
Phosphorus
|
20
|
20
|
|
เหล็ก
|
0.4
|
0.4
|
|
โซเดียม
|
4
|
77
|
|
โปแตสเซียม
|
77
|
80
|
|
แคโรทีน
|
0.77
|
0.77
|
|
วิตามินบี 2
|
0.04
|
0.04
|
|
วิตามินบี 1
|
0.1
|
0.1
|
|
วิตามินซี
|
3
|
3
|
สาหร่ายดีกับเราทุกคน
โดยปกติแล้วสาหร่ายจะนำมารับประทานทั้งในรูปดิบหรือต้มเหมือนกับผักทั่วไป
นอกจากนี้ยังนำมาต้มกับเนื้อสัตว์ และปรุงรสชาติเพื่อทำเป็นซุป สาหร่ายทะเลเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่ประกอบไปด้วยวิตามินเอ
และวิตามินซี สารอาหารจำพวกนี้สำคัญต่อสุขภาพของผิวหน้า กระดูก และฟัน และยังป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหารสำคัญของวิตามินบี และแคลเซียม ซึ่งร่างกายต้องการแคลเซียมในการเสริมสร้าง
กระดูกและฟัน
เรารู้อะไรเกี่ยวกับสาหร่ายทะเล
โดยปกติสาหร่ายทะเลจะไม่เติบโตแถบชายฝั่งทะเล เพราะว่าน้ำแข็งทำให้มันหลุดล่อนได้
สาหร่ายอาจจะพบในที่ๆน้ำเย็นมากจนเกือบจะกลายเป็นน้ำแข็ง มันจะถูกเก็บและในลักษณะดิบหรือนำกลับบ้านเพื่อมาประกอบอาหารหรือมาทำให้แห้ง
ส่วนมากมักจะชอบนำมาต้มกับเนื้อสัตว์ให้เป็นซุป บางคนอาจ มองหาวิธีทางที่ผลิตและขายสาหร่ายทะเล
ให้คล้ายกับอาหารทางเหนือ สาหร่ายทะเลมีหลายชนิดที่โตในแถบอาร์คติก ซึ่งแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยใน
เรื่องของสารอาหาร
|
Plant
|
สาหร่าย
|
|
Excellent Source (Supplies 25% หรือมากกว่าความต้องการในแต่ละวัน
|
วิตามินซีและวิตามินเอ
|
|
Good Source (Supplies 15-24% หรือมากกว่าความต้องการในแต่ละวัน
|
แคลเซีัยม เหล็กและวิตามินบี
|
|
|
|
คุณรู้หรือไม่
- สาหร่ายทะเลเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของวิตามินเอและวิตามินซี
วิตามินจะช่วยดูแลรักษาฟัน ผิวหนัง หลอดเลือด ให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรง
ทั้งยังสามารถช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ได้
- สาหร่ายเป็นแหล่งอาหารสำคัญของแคลเซียม เราต้องการแคลเซียมสำหรับเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
- สาหร่ายเป็นแหล่งอาหารสำคัญของเหล็ก เหล็กช่วยสร้างเสริมเลือดซึ่งไหลเวียนภายในร่างกายให้เป็นเลือดที่ดีได้ทำให้ร่างกายเกิดพลังงาน
และสร้างเสริมให้ร่างกายเจริญเติบโต เลือดที่สมบูรณ์จะทำให้ร่างกายสดชื่นไม่อ่อนล้า
บริโภคสาหร่ายอย่างไร
- สาหร่ายทะเลอาจจะรับประทานสดหรือทำเป็นสลัด
- สาหร่ายทะเลสามารถเติมลงไปต้มกับเนื้อสัตว์ และเติมเกลือเพื่อทำเป็นซุปได้
ซึ่งจะทำให้อาหารในแต่ละมือมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นด้วยใส่ลงไปในซุปเนื้อ
ทำให้รสชาติดีขึ้น
- สาหร่ายทะเลสามารนำมาประกอบอาหารกับน้ำและรับประทานเหมือนกับผัก
- สาหร่ายทะเลทอดเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหารซึ่งทำให้สุขภาพดี
- ผัดสาหร่ายทะเลและเสริฟกับข้าวร้อน ดื่มนม 1 แก้ว
หรือน้ำผลไม้ที่ไม่เติลน้ำตาล พร้อมทั้งรับประทานผลไม้เป็นของหวาน
สาหร่าย อาหารของมนุษย์
สาหร่ายเป็นอาหารพิเศษชนิดหนึ่งที่นิยมมายาวนานในประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีนในช่วง
600 ปีก่อนคริสตกาล Sze Teuได้เขียนในตำราจีนว่า สาหร่าย เป็นอาหารที่เหมาะสมกับแขกผู้มีเกียรติราวกับว่าเป็นอาหารสำหรับกษัตริย์
โดยในประเทศญี่ปุ่นสาหร่ายทะเล 21 ชนิดได้ใช้สำหรับปรุงอาหารในแต่ละ วัน
และ 6 ชนิดมีการปรุงอาหารมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 สาหร่ายเมื่อนับรวมแล้วประมาณ
10 % ใช้สำหรับลดความ อ้วน โดยในปี ค.ศ. 1973 มีการบริโภค ประมาณ 3.5 กิโลกรัม/ครัวเรือน
และเพิ่มขึ้น 20 % ในช่วง 10 ปี(ค.ศ. 1983) ชนิดที่นิยมมี 3 ชนิดคือสาหร่าย
Nori (Porphyra species), Kombu (Laminaria spp) และ Wakame (Undaria spp)
ในกลุ่มประเทศซีกโลกตะวันตก สาหร่ายได้รับการกล่าวถึงมากในเรื่องของการเป็นอาหารสุขภาพและถึงแม้ว่าจะได้รับความสนใจ
ในเรื่องการนำสาหร่าย มาทำเป็นอาหารกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้ว่าการบริโภคสาหร่ายทะเลทางโลกตะวันตกจะมีมากกว่าคนญี่ปุ่น
การกล่าวถึง Palmaria Palmata สาหร่ายสีแดง ได้กล่าวถึงใน the Iceland Sagas ช่วงศตวรรษที่ 10 ว่า เป็นสาหร่ายที่กินได้ นิยมในไอร์แลนด์และสก๊อตแลนด์เป็นเวลานานแล้ว
Chodrus Crispus (สาหร่ายทะเลไอริส) ได้รับการบันทึกไว้ว่า สามารถใช้เยียวยารักษาโรคและรักษาสุขภาพได้ ซึ่งเริ่มในต้นศตวรรษที 19 (Mitchell & Guiry 1983) อาจได้รับการบันทึกมาก่อนแต่ไม่มีใครทราบ
สาหร่ายสีแดงจำนวนมากนิยมบริโภคในแถบเมดิเตอเรเนียนซึ่งเป็นแหล่งที่แห้งโดยสามารถแก้พยาธิลำไส้ และใช้เยียวยาให้เกิดสุขภาพดีซึ่งเป็นช่วงเวลา ของก่อนยุคคริสเตียน (Stein & Borben 1984)
สาหร่ายทะเลที่นิยมชนิดแรก ในญี่ปุ่นเรียกว่า Kombu และในจีนเรียกว่า Haidai หากย้อนกลับไปอย่างน้อยศตวรรษที่ 5 ในประเทศจีน (Tseng 1980, 1982) สาหร่ายชนิดที่นิยมได้แก่ Laminaia Japonica (Laminariales) แต่ก็มีสาหร่ายอื่นๆอีก 8-11 ชนิดที่นิยมมาก่อนหน้านี้แล้วในประเทศญี่ปุ่น โดย สาหร่ายจะนำมาทำให้แห้งหลังจากการเก็บเกี่ยวและตัดเป็นแผ่น หรือบดเป็นผง ในญี่ปุ่น Kombu ใช้ในการจัดเตรียมอาหารกับปลา เนื้อ ซุบและ ใส่ใน ข้าวและผัก Kombu ที่บดเป็นผงจะได้รับการปรุงรสด้วยซอสและซุป หรือเติมในข้าวคล้ายๆเป็นแกง บางชนิดแช่ในน้ำคล้ายน้ำชา ในปี 1976 Laminaria จำนวนกว่า 176,000 ตัน ซึ่งรวบรวมจากป่าในญี่ปุ่น และประมาณ 22,000 ตัน ได้มาจากการเพาะ
สาหร่าย Laminaria ทำการเพาะโดยการคัดเลือกพื้นที่แห้งบริเวณชายฝั่งเทือกเขาร็อกกี้ หรือตามไหล่ทาง (Seeding ropes) ในประเทศจีน Laminaria Japonica ได้นำเข้ามาจากประเทศจีนในช่วงศตวรรษที่ 5 จนกระทั่งประชาชนของประเทศจีนได้ค้นพบเอง และในต้นปี 1950คนจีนเริ่มเพาะพันธุ์นี้โดย บังเอิญจากการแนะนำของญี่ปุ่น, Dalian ในแม่น้ำเหลือง
สาหร่ายทะเลที่นิยมต่อมาคือ Undaria Pinnatifida (Laminariales) นิยมบริโภคเป็นอาหารอย่างกว้างขวางในประเทศญี่ปุ่น (รู้จักในชื่อ Wakame) และในจีน (เรียกว่า Qundai-cai)
ในประเทศญี่ปุ่น พันธุ์นี้มีความสำคัญกว่าพันธุ์ Laminaria ที่ให้ทั้งคุณค่าอาหารและผลผลิต (Tseng 1982) การเพิ่มขึ้นของผลผลิตตามธรรมชาติตามทะเล ลึกในช่วงหลายปี รวมทั้งบริเวณหินโสโครกที่มีการเพิ่มมากขึ้น รวมถึงในบริเวณที่ติดๆกัน การเพาะปลูกแบบไม่เป็นไปตามธรรมชาติต้องอาศัยพื้นที่ที่ กว้าง โดยใช้การแขวนเชื้อไว้ หรือใช้วิธีการที่เรียกว่า Sporophylls (ใบไม้พิเศษที่มีเชื้อ)
ผลผลิตประจำปีจากแหล่งธรรมชาติในปี 1960-1969 ได้ผลผลิตรวม 40,000-60,000 ตัน ส่วนการเพาะแบบ Rope มีมาตั้งแต่ 1955 และปลูกโดยการ ใช้เชื้อที่เพาะ การเพาะที่ดีเลิศของพันธุ์ผสม และลักษณะการปลูกแบบธรรมชาติได้รับการพัฒนาขึ้นในญี่ปุ่น ในปี 1976 มีผลผลิต 20,000 ตัน (น้ำหนักที่ยังเปียก) ที่ได้รวบรวบได้จากแหล่งธรรมชาติตามป่า และผลผลิตจำนวน 127,000 ตัน ได้จากการเพาะสาหร่ายและสาหร่ายที่เก็บได้โดยการ ทำให้แห้งหลังผ่านการล้างน้ำที่สะอาด หลังจากการทำให้เปียกอีกครั้งเมื่อนำมาเติมในซุป (ญี่ปุ่น นิยมซุป Wakameเพื่อนำมาเสริฟเป็นซุปสำหรับอาหาร ในทุกๆมื้อ) ใช้ย่าง (เรียกว่า Yaki-wakame) ทำให้เปียกอีกครั้งเพียงครั้งเดียว ต้มกับข้าวและชุบด้วยน้ำตาลและบรรจุใส่กระป๋อง (เรียกว่า Ito-wakame)
ในจีน Undaria Pinnatifida รวบรวมได้จากแหล่งธรรมชาติ แหล่งหลักๆจะอยู่ตามชายฝั่งทะเลจีนตะวันออก และปัจจุบันจะเติบโตบริเวณ Quingdao และ พื้นที่ Dalian ของแม่น้ำเหลือง เป็นบริเวณที่ได้รับการย้ายการเพาะมาจากประเทศเกาหลี หรือบางที่อาจจะเป็นที่ญี่ปุ่น (Tseng 1982)
ในจีน สาหร่าย Undaria ไม่ได้รับความนิยมในการบริโภคเท่ากับสาหร่าย Laminaria และการเพาะค่อนข้างจะยุ่งยาก ผลผลิตประจำปีในจีนจะต่ำ รวมกัน แล้วไม่มากกว่า 100 ตันในแต่ละปี (น้ำหนักที่ทำให้แห้งแล้ว)
สาหร่ายทะเลที่ได้รับความนิยมที่สุด คือ NORI อยู่ใน Porphyra spp (Bangiophyceae) โดยตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ชาวประมงญี่ปุ่นได้เพาะเลี้ยงในน้ำตื้นบนไม้ ไผ่หรือเรียกว่า Brushwood (Hibi) วิธีการนี้เป็นการเพิ่มชั้นของสาหร่าย สำหรับในช่วงฤดูใบไม้ร่วงวิธีการเลี้ยงโดยใช้ Hibi นี้ได้มีการย้ายทำเลการเพาะ เลี้ยงมาที่เทือกเขาร็อกกี้ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการเพาะ Porphyra Spores อยู่แล้ว ส่วนในช่วงฤดูหนาวได้ย้ายการเพาะมาในพื้นที่ที่เป็นทราย
ในปี 1949 ได้ค้นพบเส้นใยที่เรียกว่า Conchocelis เป็นช่วงของการเริ่มต้นของสาหร่าย Porphyra ยุคของ KM. Drew Baker นักพฤกษศาสตร์ นำไปสู่การเพาะแบบไม่เป็นธรรมชาติ ปี 1977 ในญี่ปุ่น Porphyra Spp จำนวน 300,000 ตันได้ถูกเก็บเกี่ยว และปริมาณการผลิตก็เพิ่มขึ้นสูงขึ้น 25 % ต่อปีในช่วงปี1970 สาหร่ายได้ออกนำมาขายเป็นแผ่นๆ ซึ่งอาจนำมาย่างให้เป็นสีเขียว ทำเป็นฝอยแล้วเติมซอสปรุงรส นำมาเติมในซุปหรือน้ำแกง บางครั้งทำให้เปียกแล้วนำมารับประทาน
สาหร่ายที่แห้งและมีขนาดเล็กมักใช้ห่อเป็น Cold rice balls (ข้าวปั้น) เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นเพื่อกินเป็นอาหารว่างของเด็กในช่วงกลางวัน สาหร่ายเป็น อาหารที่มีคุณค่า ประกอบไปด้วย โปรตีนสูงถึง 25-30 % ของสาหร่ายแห้ง มีวิตามินและเกลือแร่ รวมทั้งมีไอโอดีน และยังประกอบไปด้วยวิตามินซี 1.5 เท่าของส้ม และโปรตีน 75 % คาร์โบไฮเดรทที่มนุษย์สามารถย่อยได้
ประมาณว่า Porphyra (น้ำหนักเปียก 200 ตัน) ที่ได้รับการเก็บเกี่ยวมาตามชายฝั่งของเวลส์ จนกระทั่งเร็วๆนี้ มีความวิตกกังวลว่าสาหร่ายจะได้รับสารพิษ จากโรงงานอุตสาหกรรม บางส่วนมาจากการได้รับผลกระทบจากนิวเคลียส์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการลดลงของผลผลิตในการเก็บเกี่ยว แต่ปัจจุบันยังคง นำมาใช้ทำเป็นขนมปัง ที่เรียกว่า Laver
ความต้องการของสาหร่าย Porphyra เพื่อนำไปทอดในไขมันหรือน้ำมัน บางทีเป็นการลดปริมาณวิตามินและคุณค่าอาหาร และไม่มีการเพาะ Porphyra อย่างไม่เป็นธรรมชาติในพื้นที่นี้อีก
Rice
| Tapioca | Feed
| Shrimp | Transportation
| Hotel & Resort | Trading
| Joint Ventures
Copyright
© 2000 THE STC GROUP. All Rights Reserved.
|